‘นิด้า – ECNU’ เปิดเวทีดีเบตระดับนานาชาติ ในหัวข้อ ‘การพัฒนาที่ยั่งยืน’
1 min read
สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) โดย ส่วนวิเทศสัมพันธ์ กองวิเทศสัมพันธ์และสื่อสารองค์การ นิด้า จัดงาน 1st International Sustainable Development Debate 2024 เวทีดีเบตระดับอุดมศึกษา-บัณฑิตศึกษา ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเรียนรู้ด้านการบริหารและพัฒนาสู่ความยั่งยืน

วันที่ 21 สิงหาคม 2567 สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) โดย ส่วนวิเทศสัมพันธ์ กองวิเทศสัมพันธ์และสื่อสารองค์การ นิด้า ร่วมกับ East China Normal University (ECNU) สาธารณรัฐประชาชนจีน จัดงาน 1st International Sustainable Development Debate 2024 เวทีดีเบตระดับอุดมศึกษา-บัณฑิตศึกษา ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์ ดร.ทิพวรรณ หล่อสุวรรณรัตน์ อธิการบดีนิด้า มาเป็นประธานในพิธีเปิดงาน และได้รับเกียรติจากตัวแทนผู้บริหาร-คณาจารย์

จาก NIDA ECNU และ SUFE เข้าร่วมงาน ณ ห้องประชุม ดร.สมศักดิ์ – คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ชั้น 2 อาคารสยามบรมราชกุมารี สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ นอกจากนี้ยังได้รับเสียงตอบรับจากนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ ของประเทศไทย อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยศรีปทุม ฯลฯ เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

สำหรับงานดีเบตระดับนานาชาติในครั้งนี้ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ร่วมกับ East China Normal University (ECNU) สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้จัดงานดังกล่าวขึ้นเพื่อเป็นเวทีให้นักศึกษาได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับการบริหารและการพัฒนาสู่สาธารณะอย่างยั่งยืน ทั้งยังเป็นการร่วมเฉลิมฉลองการสถาปนาสถาบันครบรอบปีที่ 58 และความสัมพันธ์ไทย-จีน ปีที่ 50 โดยมีตัวแทนนักศึกษาจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ East China Normal University (ECNU)


ในปัจจุบัน และในช่วงบ่าย เป็นการแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ รองชนะเลิศอันดับ 1 และรองชนะเลิศอันดับ 2 ใน 2 หัวข้อที่น่าสนใจและสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ได้แก่ 1) Is education the most effective means to tackle poverty, or do other factors (like healthcare access and job creation) play a more critical role? และ 2) Is the rise of telemedicine a positive development in healthcare, or does it widen the gap in access to quality medical services?




